แชมป์มวยโลกชาวไทย แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ (15)

เสียชีวิต

แสนศักดิ์ เสียชีวิตลงในวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552 เวลา 15.00 น. ที่โรงพยาบาลราชวิถี ด้วยอาการลำไส้ฉีกขาด เนื่องจากเป็นหลายโรครุมเร้าด้วยกัน โดยแสนศักดิ์เข้ารักษาตัวตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน ได้รับการผ่าตัดแล้วแต่อาการก็ไม่ดีขึ้นจนเสียชีวิตในที่สุด ด้วยวัย 57 ปี และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ที่วัดตรีทศเทพ มี พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีในรัชกาลที่ 9 เป็นประธาน เมื่อวันที่ 20 เมษายน ปีเดียวกัน

แชมป์มวยโลกชาวไทย แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ (14)

จนในที่สุด สายตาข้างขวาที่มีปัญหาของแสนศักดิ์ก็บอดสนิท ส่วนตาข้างซ้ายได้รับการผ่าตัดจนมองเห็นได้ ต้องขอรับความช่วยเหลือจากการกีฬาแห่งประเทศไทยเดือนละ 7,500 บาท และจากสภามวยโลกอีกเดือนละ 9,000 บาท บั้นปลายชีวิตได้อาศัยอยู่กับนางสาวศศวรรณ ดาวัลย์ ภรรยาใหม่และมีลูกสาวบุญธรรมคือ นางสาวปานวาด มั่นศรี

แชมป์มวยโลกชาวไทย (6) ( โผน กิ่งเพชร )

บั้นปลายชีวิต

หลังจากแขวนนวม ทรัพย์สินเงินทองเมื่อครั้งได้จากการชกมวยได้เอาไปทำกิจการอื่น แม้แต่โรงเรียนมานะวิทยา ที่เคยสร้างไว้ที่บ้านเกิด เมื่อครั้งรุ่งเรือง ก็ต้องขายทิ้ง ประกอบอาชีพค้าขายก็ขาดทุน เพราะไม่เจนจัดเล่ห์เหลี่ยมการค้า ส่วนตัวโผนเองก็มีโรคประจำตัวเรื้อรังคือ โรคเบาหวาน ท้ายที่สุด ขณะรับประทานอาหารกับครอบครัวที่บ้านหัวหิน อาหารเกิดสำลักเข้าไปติดอยู่ในหลอดลม

แชมป์มวยโลกชาวไทย (5) ( โผน กิ่งเพชร )

ชีวิตครอบครัว

หลังจากได้เป็นแชมป์โลกแล้ว โผนจึง รู้จักกับ นางสาว มณฑา เพ็ชร์ไทย (นาง มณฑา สีดอกบวบ) ซึ่งเป็นบุตรสาวของ พ.ต.ต. พยุง เพชรไทย แต่งงานกันเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ก่อนที่โผนจะไปป้องกันแชมป์โลกกับไฟติ้ง ฮาราด้า โผนมีบุตรสาว 2 คน คือ นางสาว โชติมา สีดอกบวบ (ถึงแก่กรรม) และ นางสาวพัชรัช สีดอกบวบ และหลานสาวเพียงคนเดียว คือ นาง จิตต์ระวี ปาร์ค

แชมป์มวยโลกชาวไทย (4) ( โผน กิ่งเพชร )

หลังจากนั้นโผนหันมาชกมวยสากลอาชีพอย่างจริงจัง จนได้ครองแชมป์ OPBF รุ่นฟลายเวท และได้ขึ้นชิงแชมป์โลกรุ่นฟลายเวทกับ ปาสคาล เปเรซ เจ้าของตำแหน่งในขณะนั้นชาวอาร์เจนตินา ซึ่งโผนชนะคะแนนได้เป็นแชมป์โลกคนแรกของไทยตามที่ตั้งใจไว้ แม้จะเสียตำแหน่งไป โผนก็ยังชิงแชมป์คืนกลับมาได้ ได้เป็นแชมป์โลกถึงสามสมัยก่อนจะแขวนนวมไป

ฟุตบอลโลก 2002 ( 6 )

กลุ่ม C

อันดับ   ทีม                 เล่น          ชนะ      เสมอ     แพ้        ได้         เสีย       ต่าง      คะแนน

1           บราซิล             3           3          0          0          11        3          +8        9

2           ตุรกี               3           1          1          1          5          3          +2        4

3           คอสตาริกา      3          1          1          1          5          6          −1       4

4           จีน                  3          0          0          3          0          9          −9       0

ฟุตบอลโลก 2002 ( 5 )

กลุ่ม  B

อันดับ          ทีม           เล่น         ชนะ      เสมอ     แพ้        ได้         เสีย       ต่าง      คะแนน

1           สเปน             3           3          0          0          9          4          +5        9

2           ปารากวัย         3          1          1          1          6          6          0          4

3          แอฟริกาใต้        3          1          1          1          5          5          0         4

4           สโลวีเนีย         3          0          0          3          2          7          −5       0

ฟุตบอลโลกปี 1990 อาร์เจนติน่าพับเยอรมันตะวันตกอีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศ

รอบชิงชนะเลิศแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 1990 ที่สนามโอลิมปิกกรุงโรม เป็นการรีแมตช์คู่ชิงชนะเลิศจาก 4 ปีที่แล้ว หากสถานการณ์นั้นกลับกันโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อสี่ปีที่แล้วเป็นอาร์เจนติน่าที่ผ่านเข้ารอบชิงด้วยผลงานเยี่ยมยอดและเยอรมันตะวันตกมาแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่ในครั้งนี้กลายเป็นทีมอินทรีเหล็กที่โชว์ฟอร์มได้น่ากลัวมาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ ผิดกับฝั่งทีมฟ้าขาวที่ร่อแร่ ๆ มาตั้งแต่นัดแรกแต่ก็อุตส่าห์ผ่านมาจนถึงรอบชิงฯ จนได้

ยิ่งขึ้นไปอีก จึงทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกในการเล่นมากนักนอกจากการอุดแหลก และหวังทีเด็ดในลูกแถมพวกเขายังมีปัญหาต้องเสียตัวผู้เล่นไปหลายคนทั้งจากการบาดเจ็บและโดนลงโทษเมื่อรอบรองฯ ที่ผ่านมา ทำให้สภาพทีมเป็นรองเยอรมันตะวันตกสวนกลับจากการจ่ายของมาราโดน่าเป็นอาวุธหลัก ผลก็เลยทำให้รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งนี้กลายเป็นคู่ชิงที่น่าเบื่อที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไป เมื่อตลอดเกมเยอรมันตะวันตกเป็นฝ่ายพับสนามบุกแบบวันเวย์

และสร้างโอกาสยิงประตูได้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเจาะประตูอาร์เจนติน่าได้ และในนาทีที่ 65 สถานการณ์ของทีมแชมป์เก่าก็ย่ำแย่มากขึ้นเมื่อเปโดร มอนซอน ตัวสำรองที่เพิ่งเปลี่ยนตัวลงไปในช่วงต้นครึ่งหลังกลายเป็นนักเตะคนแรกที่โดนไล่ออกจากสนามในฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ กระนั่นอาร์เจนติน่า 10 คนก็ยังต้านทานเกมรุกของเยอรมันตะวันตกไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และเริ่มหวังถึงการต่อเวลาพิเศษแล้ว

 

ประวัติ ฟุตบอลโลกครั้งที่ 13 ในปี 1986 จัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก

ฟุตบอลโลก 1986

ฟุตบอลโลก 1986 เป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 13 ที่จัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 29 มิถุนายน ค.ศ. 1986 เดิมทีประเทศโคลอมเบียได้รับการเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน แต่เนื่องจากเหตุผลด้านการเงินบางประการทำให้ไม่สามารถเป็นเจ้าภาพได้ และได้ถอนตัวไปในปี ค.ศ. 1982 และเม็กซิโกได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1983

ประเทศผู้ชนะการแข่งขันครั้งนี้คือทีมอาร์เจนตินา ชนะทีมเยอรมนีตะวันตกไป 3-2 ในรอบตัดสิน ที่จัดขึ้นที่สนาม Estadio Azteca ในเม็กซิโกซิตี

 

ข่าวลือเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1986

ฟุตบอลโลก 1986 นั้นแรกเริ่มเดิมทีโคลอมเบียได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพอย่างเอกฉันท์มาตั้งแต่เมื่อ 12 ปีก่อนแล้ว แต่เมื่อก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 1982 จะเริ่มขึ้นไม่นาน ก็มีข่าวลือว่าโคลอมเบียอาจจะขอถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งต่อไปเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศจนไม่สามารถจัดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่มีทีมเพิ่มเป็น 24 ทีมได้ ซึ่งในที่สุดเมื่อถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 1982 ก็มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าโคลอมเบียได้ขอถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพ

 

ฟุตบอลโลก 1986 จริง ทำให้ฟีฟ่าต้องจัดการเลือกเจ้าภาพใหม่อย่างเร่งรีบเพื่อให้เจ้าภาพมีเวลาเตรียมตัวได้ทันและในที่สุดเม็กซิโกซึ่งที่จริงก็ถังแตกพอกัน (หรืออาจจะมากกว่าโคลอมเบียด้วยซ้ำ เพราะเคยอ่านมาว่าในปี 1982 นั้น รัฐบาลเม็กซิโกเป็นหนี้ต่างประเทศอยู่ราว 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำเอารัฐมนตรีกระทรวงการคลังเม็กซิโกในเวลานั้นกลายเป็นคนดังขึ้นมาโดยพลัน เพราะแกเล่นใช้หนี้จำนวนมหาศาลของประเทศตัวเองนี่เองไปต่อรองกับเจ้าหนี้ว่าถ้าไม่ให้กู้เพิ่มละก็ อาจจะมีรายการ “ชักดาบ” กันบ้างแล 55555) แต่อาศัยหน้าใหญ่ใจโตกว่า สามารถเฉือนเอาชนะคู่ปรับรวมโซนคอนคาเคฟอย่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาไปได้สำเร็จ ทำให้เม็กซิโกกลายเป็นชาติแรกที่ได้จัดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายสองสมัยไปอย่างพลิกความคาดหมาย

อย่างไรก็ตามการเป็นเจ้าภาพของเม็กซิโกนั้นใช่ว่าหลายฝ่ายจะแฮปปี้ด้วย โดยเฉพาะบรรดาทีมจากยุโรปทั้งหลายที่ยังคงจดจำความโหดร้ายทารุณของสภาพอากาศของประเทศเม็กซิโกในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก 1970 ที่เม็กซิโกเป็นเจ้าภาพครั้งแรกได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศอันเบาบางบนที่ราบสูงกว่าระดับน้ำทะเลนับพันเมตรแล้ว ฟีฟ่ายังบ้าจี้สั่งให้จัดการแข่งขันในเวลาเที่ยงและบ่ายที่อากาศร้อนจัดอีกต่างหาก ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ถ่ายทอดสดทางทีวีให้ตรงกับช่วงเวลาเย็นและค่ำในทวีปยุโรปที่เป็นตลาดใหญ่ของฟุตบอลโลกนั่นเอง

ซึ่งแน่นอนว่าผู้ชมทางบ้านในยุโรปมีความสุขที่ได้ดูการแข่งขันในเวลาเลิกงานอยู่กับบ้าน แต่ผู้ที่มีความทุกข์ก็คงหนีไม่พ้นนักฟุตบอลที่ต้องลงเล่นในสภาพสุดโหดอย่างนั้น (ว่ากันว่ามีนักเตะคนหนึ่งถึงกับน้ำหนักตัวหายไป 4 กิโลกรัมหลังจากการแข่งขันเพียงเกมเดียว!!!!) และเมื่อถึงปี 1986 ก็ปรากฏว่าฟีฟ่ายังคงยืนยันที่จะให้เม็กซิโกจัดการแข่งขันในเวลาเดิมโดยไม่สนใจเสียงโอดครวญของบรรดาทีมจากยุโรปแต่อย่างใด

 

ฟุตบอลโลก 1986

 

ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 1986

และก่อนการแข่งขันเพียงไม่กี่เดือน เมื่อวันที่ 19-20 กันยายน 1985 ที่เม็กซิโกก็เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ระดับ 7.5 ตามมาตราริคเตอร์ และต่อมายังเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้งในวันที่ 30 เมษายน 1986 ก่อนหน้าการแข่งขันเพียงเดือนเดียวเท่านั้น สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่เดชะบุญเมื่อปรากฏว่าสนามแข่งขันต่าง ๆ ที่เม็กซิโกเตรียมไว้สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกนั้นไม่ได้รับความเสียหายเท่าใดนัก ทางฟีฟ่าจึงยืนยันให้เม็กซิโกยังคงเป็นเจ้าภาพต่อไป โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้การแข่งขันฟุตบอลโลกนี้เป็นเสมือนของขวัญปลอบประโลมใจให้กับชาวเม็กซิโกผู้สูญเสียนั้นเอง

 

การแข่งขันฟุตบอลโลก 1986 ยังคงมี 24 ทีมเช่นเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงโควตาในรอบคัดเลือกเล็กน้อย เนื่องจากเม็กซิโกเจ้าภาพอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ จึงทำให้โควตาของโซนอเมริกาเหนือในรอบคัดเลือกเหลือเพียงทีมเดียวเท่านั้น ขณะที่อเมริกาใต้ซึ่งไม่มีทีมได้โควต้าอัตโนมัติได้เพิ่มเป็น 4 ทีม และมีการเพิ่มโซนใหม่คือโซนโอเชียเนียซึ่งขอแยกตัวจากโซนเอเชียมาแข่งขันกันเองและได้รับโควต้าครึ่งทีม โดยทีมแชมป์ของโซนโอเชียเนียจะต้องไปเพลย์ออฟกับทีมรองแชมป์กลุ่ม 7 ของโซนยุโรป

และทีมแรกที่ต้องไปเพลย์ออฟกับแชมป์ของโซนโอเชียเนียก็คือทีมสก็อตแลนด์

ซึ่งคว้าตำแหน่งรองแชมป์กลุ่ม 7 มาได้อย่างหวุดหวิดหลังจากเสมอกับเวลส์ในนัดสุดท้าย 1-1 ทำให้มีแต้มเท่ากันแต่ผลต่างประตูได้เสียของสก็อตแลนด์ดีกว่า อย่างไรก็ตามหลังจากจบเกมแล้ว สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อจ๊อค สตีน กุนซือทีมชาติสก็อตแลนด์ที่ลุ้นลูกทีมเครียดมาตลอดทั้งเกมเกิดอาการหัวใจวายกะทันหัน และแม้แพทย์จะพยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่ทันการณ์ นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์และของโลก

 

อเลกซ์ เฟอร์กูสัน (คนเดียวกับคนที่นำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสารพัดแชมป์ในอังกฤษนั่นแหละ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นท่านเซอร์) ซึ่งตอนนั้นเป็นกุนซือผู้ที่นำอเบอร์ดีนทาบรัศมีของสองยักษ์ใหญ่เมืองกลาสโกว์ได้สำเร็จ และยังรับจ๊อบพิเศษเป็นผู้ช่วยของสตีนในทีมชาติสก็อตแลนด์อยู่แล้วได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุนซือชั่วคราวทันที และงานแรกของเฟอร์กี้ก็คือการสานต่องานของสตีนให้ลุล่วงด้วยการพาสก็อตแลนด์เอาชนะออสเตรเลียแชมป์โซนโอเชียเนียในรอบเพลย์ออฟได้ด้วยสกอร์รวม 2-0 ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกได้สำเร็จ

 

ฟุตบอลโลก 1986

 

ฟุตบอลโลก 1986  กับการแบ่งกลุ่ม

ส่วนในกลุ่ม ๆ ของโซนยุโรป ในกลุ่ม 7 นอกจากสก็อตแลนด์แล้ว ทีมแชมป์กลุ่มที่ได้เข้ารอบก็คือสเปน กลุ่ม 1 โปแลนด์เฉือนเอาชนะเบลเยี่ยมเข้าเป็นแชมป์กลุ่มได้อย่างหวุดหวิด กลุ่ม 2 เยอรมันตะวันตกรองแชมป์เก่าแม้จะพลาดท่าแพ้ในรอบคัดเลือกครั้งแรกต่อโปรตุเกส แต่ก็ยังผ่านเข้ารอบไปแบบสบาย ๆ โดยโปรตุเกสทีมที่ชนะเยอรมันตะวันตกได้ก็ได้ผ่านเข้ารอบเช่นกันเป็นครั้งแรกนับจากหายหน้าไป 20 ปีเต็ม กลุ่ม 3 อังกฤษที่เพิ่งจะพลาดท่าตกรอบคัดเลือกยูโร 1984

 

แก้ตัวสำเร็จด้วยการผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกได้แบบไม่ลำบากนัก โดยมีไอร์แลนด์เหนือพ่วงลูกพี่ร่วมสหราชอาณาจักรไปได้อีกครั้ง กลุ่ม 4 ฝรั่งเศสแชมป์ยูโรทีมล่าสุดผ่านเข้ารอบไปพร้อมกับบัลแกเรีย กลุ่ม 5 ฮังการีโชว์ฟอร์มเยี่ยมกลายเป็นทีมแรกที่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้สำเร็จ ปล่อยให้เนเธอร์แลนด์ต้องไปเพลย์ออฟกับเบลเยี่ยมเพื่อนบ้าน และเป็นเบลเยี่ยมที่น็อคเนเธอร์แลนด์ตกรอบไปได้อีกครั้ง ส่วนกลุ่ม 6 ทีม “เดนิชไดนาไมท์” เดนมาร์ก ที่เพิ่งสร้างผลงานอย่างน่าทึ่งในฟุตบอลยูโร 1984 ที่ผ่านมาด้วยการล้มอังกฤษในรอบคัดเลือก

และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในทัวร์นาเมนต์นั้น ก็แสดงให้โลกได้เห็นอีกครั้งว่าผลงานในฟุตบอลยูโรที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องฟลุ๊คด้วยการผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยมีสหภาพโซเวียตตามเข้ามาเป็นอันดับสองเข้ารอบไปด้วยกัน   ในโซนอเมริกาใต้ อุรุกวัยที่เพิ่งประกาศศักดาคว้าแชมป์อเมริกาใต้ 1983 มาได้ก็สามารถหวนคืนสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้อีกครั้งหลังจากหายหน้าไป 12 ปีเต็ม เช่นเดียวกับอดีตสองแชมป์โลกอีกสองทีมอย่างอาร์เจนติน่าและบราซิล ส่วนโคลอมเบียชาติที่ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ก่อนจะถอนตัวไปนั้นกลับตกรอบเพลย์ออฟ

ฟุตบอลโลก 1986  หาทีมที่ 4

เพื่อหาทีมที่ 4 โดยกลายเป็นปารากวัยที่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลสำเร็จอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปตั้งแต่ปี 1958 ในโซนอเมริกาเหนือซึ่งเหลือโควตาเพียงทีมเดียว เป็นแคนาดาที่สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่วนในโซนแอฟริกา แอลจีเรียที่ตกรอบแรกฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีก่อนอย่างโชคร้ายได้กลับเข้าไปแก้มืออีกครั้ง โดยมีโมร็อกโกซึ่งเคยเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เม็กซิโกเมื่อปี 1970 มาแล้ว ได้คัมแบ็คกลับมาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เม็กซิโกอีกหน

ฟุตบอลโลก 1986

การแบ่งรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 1986

และสุดท้ายในโซนเอเชียที่ปราศจากโอเชียเนียแล้ว ในครั้งนี้ได้มีการแบ่งรอบคัดเลือกเป็นสองกลุ่มย่อย คือกลุ่มเอเชียตะวันตก และกลุ่มเอเชียตะวันออก โดยในกลุ่มตะวันตกนั้นเป็นอิรักที่เอาชนะซีเรียในรอบสุดท้ายได้เข้าแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่วนในกลุ่มตะวันตก เกาหลีใต้ได้เริ่มฉายแววยอดทีมที่จะผูกขาดโควต้าไปฟุตบอลโลกโซนเอเชียด้วยการเอาชนะญี่ปุ่นในรอบสุดท้าย ได้กลับเข้าสู่ฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่สองได้สำเร็จหลังจากที่เคยไปฟุตบอลโลก 1954 มาแล้ว

 

ฟุตบอลโลก 1986  รอบสุดท้าย 24 ทีม

การแข่งขันฟุตบอลโลก 1986 รอบสุดท้าย 24 ทีมยังคงแบ่งเป็น 6 กลุ่ม ๆ ละ 4 ทีมเหมือนปี 1982 แต่แตกต่างกันคือในแต่ละกลุ่มนอกจากแชมป์และรองแชมป์กลุ่มที่ได้เข้ารอบแล้ว ก็จะคัดเอาอันดับ 3 ที่ดีที่สุดอีก 4 ทีมเข้ารอบด้วย จากนั้นจึงจะแข่งแบบน็อคเอาท์ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ

โดยในการจับสลากนั้น ในโถที่ 3 ซึ่งมีทีมจากเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือนั้นเนื่องจากทีมจากอเมริกาเหนือมีเพียงทีมเดียว (อีกทีมคือเม็กซิโกเจ้าภาพเป็นทีมวาง) เลยต้องดึงเอาเดนมาร์ก ทีมเดียวจากยุโรปที่เพิ่งเข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกมาอยู่ในโถนี้ด้วย

 

เล่นเอาบรรดาทีมวางต่างพากันหนาว ๆ ร้อน ๆ ไปตาม ๆ กันว่าใครจะเป็นผู้โชคดีเจอกับ “ทีมอ่อน” ทีมนี้ และผลก็ปรากฏว่ากลายเป็นเยอรมันตะวันตก ชาติบ้านเกิดของเซปป์ พิออนเท็ค กุนซือทีมชาติเดนมาร์กในขณะนั้นนั่นเองที่ถูกหวยใบนี้เข้าให้ ทำให้ในกลุ่ม E กลายเป็น “กลุ่มแห่งความตาย” ไปในบัดดล เพราะนอกจากจะมีเยอรมันตะวันตกกับเดนมาร์กแล้ว อีกสองทีมในกลุ่มนี้ก็ยังได้อุรุกวัยแชมป์อเมริกาใต้ทีมล่าสุดกับสก็อตแลนด์มาอยู่ด้วยอีกต่างหาก

 

ในขณะที่กลุ่ม E โหดสุด ๆ แต่กลุ่ม B ของเจ้าภาพเม็กซิโกต้องเรียกว่างานเบาสุด ๆ เช่นกัน โดยเจอกับเบลเยี่ยมอีกครั้งเหมือนกับเมื่อเป็นเจ้าภาพคราวก่อน ส่วนอีกสองทีมคือปารากวัยและอิรัก (พูดถึงการจับสลากกลุ่มนี้แล้วก็เลยนึกถึงภาพบรรยากาศการจับสลากที่สตาร์ซ็อคเกอร์เอกซ์ตร้าเอามาลง มีรูปหนึ่งเป็นตอนที่เจ้าเด็กนำโชคผู้จับสลากจับชื่อปารากวัยขึ้นมาพร้อมกับสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งก็ไม่น่าแปลกอะไร เพราะปารากวัยดูชื่อชั้นแล้วยังไงก็ต้องถือว่าเป็นทีมที่อ่อนที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับทีมอื่นในโถเดียวกันอย่างอาร์เจนติน่า อุรุกวัย อังกฤษ สเปน และสหภาพโซเวียต)

 

ฟุตบอลโลก 1986  แต่ละกลุ่ม

ในกลุ่ม A อิตาลีแชมป์เก่าได้จับสลากมาเจอกับอาร์เจนติน่าอีกครั้งหลังจากที่เคยเจอกันมาทั้งในปี 1974 1978 และ 1982 โดยมีบัลแกเรียและเกาหลีใต้เป็นอีกสองทีมในกลุ่มนี้

กลุ่ม C ฝรั่งเศสทีมอันดับ 4 จากคราวที่แล้วและฮังการี พบกับสองประเทศทื่พื้นที่มากที่สุดในโลกอย่างสหภาพโซเวียตและแคนาดา ซึ่งเป็นผลการจับสลากที่อองรี มิเชล กุนซือคนใหม่ของฝรั่งเศสออกปากแบบทีเล่นทีจริงว่า “โชคดีที่ไม่ใช่การจับสลากแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็ง ไม่งั้นทีมของเขาคงโดนยิงพรุนแน่”    กลุ่ม D บราซิล ทีมที่ได้แชมป์โลกในฟุตบอลโลกครั้งแรกที่เม็กซิโกจัด จะได้กลับไปเล่นที่สนามในเมืองกัวดาลาฮาร่าอีกครั้งหลังจากที่เมื่อปี 1970 พวกเขาก็ได้เล่นในสนามนี้ตลอดจนถึงรอบรองชนะเลิศ โดยในคราวนี้พวกเขาได้พบกับสเปน ไอร์แลนด์เหนือ และแอลจีเรีย ในรอบแรก

 

ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่ม F  ประกอบไปด้วยโปแลนด์ อังกฤษ โปรตุเกส และโมร็อกโก ต้องแข่งขันกันที่มอนเตอเรย์ เมืองที่อยู่ระดับสูงกว่าน้ำทะเลน้อยที่สุดที่จัดฟุตบอลโลกคราวนี้ ซึ่งบ็อบบี้ รอบสัน กุนซือทีมชาติอังกฤษแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ในแง่ดีคือการเล่นที่มอนเตอเรย์จะโหดน้อยกว่าในกลุ่มอื่น ๆ ที่เล่นในเมืองที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า แต่ข้อเสียก็คือเมื่อเข้ารอบต่อไปก็อาจจะเสียเปรียบทีมอื่นที่ปรับตัวกับการเล่นในสภาพที่สูงจากระดับน้ำทะเลมาก ๆ มาก่อนแล้วนั่นเอง

 

การแข่งขันฟุตบอลโลก 1986 รอบสุดท้าย เริ่มต้นค่อนข้างเร็ว คือเปิดสนามเมื่อวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 1986 เป็นการแข่งขันที่สนามแอซเทก้าระหว่างอิตาลีแชมป์เก่ากับบัลแกเรีย อิตาลีนั้นนับตั้งแต่ได้แชมป์โลกเมื่อสี่ปีก่อนแล้วผลงานก็ตกต่ำอย่างน่าใจหายโดยเฉพาะในรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 1984 ที่ตกรอบแบบหมดสภาพชนะเพียงนัดเดียวจาก 8 นัด จึงหมายมั่นปั้นมือที่จะแก้มือในรายการนี้ให้ได้ แต่พวกเขาก็ทำได้ดีที่สุดเพียงการยิงนำไปก่อนจากอันโตเบลลี่ในช่วงครึ่งแรก ก่อนที่ท้ายเกมจะเสียทีถูกบัลแกเรียตีเสมอเป็น 1-1

 

ฟุตบอลโลก 1986

 

ฟุตบอลโลก 1986  รอบ 2

การแข่งขันฟุตบอลโลก 1986 รอบสอง ได้เปลี่ยนจากการแบ่งกลุ่มเมื่อ 4 ปีก่อน มาเป็นการน็อคเอาท์ โดยคู่แรกเป็นการพบกันระหว่างเม็กซิโก (แชมป์กลุ่ม B) กับบัลแกเรีย (อันดับสามกลุ่ม A) ทีมเจ้าภาพยังคงฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องมาจากรอบแรกถล่มบัลแกเรียไปแบบสบาย ๆ 2-0  ผิดกับคู่ที่สองเป็นการพบกันระหว่างสหภาพโซเวียต (แชมป์กลุ่ม C) กับเบลเยี่ยม (อันดับสามกลุ่ม B) ซึ่งก่อนเกม สหภาพโซเวียตที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงในรอบแรกถูกมองว่าเป็นต่อมากมาย

 

แต่กลับเจอลูกฮึดของเบลเยี่ยมไล่ตามตีเสมอได้ถึงสองครั้งสองครา และในช่วงต่อเวลาพิเศษก็เป็นเบลเยี่ยมที่ทำได้ดีกว่ายิงนำไปเป็น 4-2 แม้ว่าเบลานอฟจะยิงจุดโทษทำแฮททริกได้สำเร็จไล่ตีตื้นมาเป็น 4-3 แต่ก็ไม่ทัน ทำให้จบเกมเบลเยี่ยมพลิกล็อคเขี่ยสหภาพโซเวียตตกรอบไป

        รอบสองวันที่สองคู่แรกเป็นการพบกันระหว่างบราซิล (แชมป์กลุ่ม D) กับโปแลนด์ (อันดับสามกลุ่ม F)  และเป็นบราซิลที่เริ่มคืนฟอร์มเก่งมาจากเกมสุดท้ายของรอบแรกไล่ขยี้โปแลนด์ที่หมดยุคเก่งไปแล้วไปแบบหมดทางสู้ 4-0

 

ในขณะที่คู่หลังอาร์เจนติน่า (แชมป์กลุ่ม A) ต้องออกแรงเหนื่อยพอประมาณกว่าจะเฉือนเอาชนะเพื่อนร่วมทวีปอย่างอุรุกวัย (อันดับสามกลุ่ม E) ไปอย่างหวุดหวิด 1-0 ผ่านเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จ         รอบสองวันที่สามคู่แรกเป็นการพบกันระหว่างแชมป์เก่าอิตาลี (รองแชมป์กลุ่ม A) กับแชมป์ยุโรปฝรั่งเศส (รองแชมป์กลุ่ม C) ที่นำทัพมาโดยกัปตันทีมมิเชล พลาตินี่ ซึ่งไปประกาศศักดาคว้าตำแหน่งดาวซัลโวฟุตบอลลีกอิตาลี 3 ปีติดต่อกัน ทั้งที่เล่นในตำแหน่งกองกลา


และก็เป็นพลาตินี่ที่ยิงเบิกร่องให้ทีมตราไก่นำไปก่อนในครึ่งแรก 1-0 ก่อนที่สโตปิร่าจะยิงอีกเม็ดในต้นครึ่งหลังให้ฝรั่งเศสเอาชนะไปได้สบาย ๆ 2-0 เขี่ยทีมแชมป์เก่าพ้นเส้นทางป้องกันแชมป์แต่เพียงเท่านี้

 

ขณะที่อีกคู่ โมร็อกโก (แชมป์กลุ่ม F) แสดงให้เห็นว่าที่พวกเขาเข้ารอบมาได้ไม่ใช่เพราะฟลุ๊คแต่ด้วยฝีมือด้วยการยันทีมเก๋าอย่างเยอรมันตะวันตก (รองแชมป์กลุ่ม E) ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นจนทำท่าจะเสมอกันอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมาเสียท่าเมื่อเหลืออีกแค่ 3 นาทีก็จะหมดเวลาจากลูกฟรีคิกของโลธาร์ มัทเทอุส ทำให้ต้องจบเส้นทางในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

 

ฟุตบอลโลก 1986  รอบสองวันในสุดท้าย

รอบสองวันสุดท้ายคู่แรกเป็นการพบกันระหว่างปารากวัย (รองแชมป์กลุ่ม B) กับอังกฤษ (รองแชมป์กลุ่ม F) อังกฤษยังคงใช้เบียร์ดสลีย์ยืนคู่กับลินิเกอร์เหมือนกับในนัดที่ผ่านมา และคู่หูคู่ใหม่ก็ยังคงจับคู่ได้อย่างลงตัวช่วยกันซัดให้ทีม 3 ลูก โดยเป็นผลงานของลินิเกอร์สองลูกและเบียร์ดสลีย์อีกลูก ช่วยให้อังกฤษต้อนปาราวัยไปขาดลอย 3-0 ส่วนคู่สุดท้ายในรอบนี้เป็นการพบกันระหว่างเดนมาร์ก (แชมป์กลุ่ม E) กับ สเปน (รองแชมป์กลุ่ม D) ซึ่งทั้งคู่เคยพบกันมาในฟุตบอลยูโร 1984 รอบรองชนะเลิศ


โดยสเปนเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะเดนมาร์กจากการดวลลูกโทษตัดสิน วันนี้เดนมาร์กจึงมุ่งมั่นที่จะมาถอนแค้นให้ได้ และด้วยฟอร์มอันร้อนแรงในรอบแรกก็ทำให้พวกเขามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าจะทำได้ และก็ตอนแรกก็ทำท่าว่าจะเป็นอย่างนั้น เมื่อเจสเปอร์ โอลเซ่น ปีกตัวจี๊ดซัดจุดโทษให้เดนมาร์กนำไปก่อน แต่จุดเปลี่ยนมาเกิดขึ้นในช่วงท้ายครึ่งแรกเมื่อโอลเซ่นคนเดิมทำพลาดมหันต์ส่งบอลคืนหลังไม่ดีถูกเอมิลิโอ บูร์ตาเกโญ่ กองหน้าสเปนฉกบอลเอาไปยิงประตูตีเสมอให้กับสเปนเมื่อจบครึ่งแรก 1-1 และการเสียประตูอย่างไม่น่าเสียนี้เองดูเหมือนจะทำให้นักเตะเดนส์เสียสมาธิหลุดฟอร์ม

 

กลายเป็นครึ่งหลังถูกสเปนยำใหญ่ใส่แหลกอยู่ข้างเดียวก่อนที่บูร์ตาเกโญ่จะบวกอีกสามลูก ช่วยให้สเปนพลิกกลับมาถล่มเดนมาร์กแพ้ไปแบบเละเทะ 5-1 ทำให้ทีมเดนิชไดนาไมต์ที่สร้างผลงานได้อย่างน่าตื่นตะลึงในรอบแรกก็ต้องมาตกรอบสองไปแบบน่าจะตื่นตะลึงเช่นเดียวกัน

 ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 1986 รอบแปดทีมสุดท้ายจะเริ่มต้นขึ้น แฟนบอลชาวไทยที่ได้แต่ดูฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นเทปการแข่งขันมาตลอดก็ได้รับข่าวดีเมื่อโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจทนเสียงเรียกร้องของแฟนบอลไม่ไหวตัดสินใจยอมถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 1986 ตั้งแต่รอบนี้เป็นต้นไปจนกระทั่งถึงรอบชิงชนะเลิศ (ยกเว้นนัดชิงที่ 3)

 

ซึ่งลือกันว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้คือนายทหารใหญ่ผู้หนึ่งที่วางแผนจะเล่นการเมืองหลังลาออกจากราชการแล้ว ก็เลยต้องเริ่มต้นหาคะแนนนิยมด้วยการผลักดันให้ทีวีพูลถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกมาให้แฟนบอลไทยได้ดูกันเต็มที่ จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่ยืนยัน แต่จากจุดนี้เองก็ทำให้การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อ ๆ มาเป็นการถ่ายทอดสดมาให้คนไทยได้ดูครบทุกคู่มาจนถึงทุกวันนี้

 

ฟุตบอลโลก 1986  รอบแปดทีมสุดท้าย

และเกมการแข่งขันฟุตบอลโลก 1986 รอบแปดทีมสุดท้ายคู่แรกระหว่างบราซิลกับฝรั่งเศสก็เป็นเกมที่คุ้มค่ากับการที่แฟนบอลชาวไทยที่ต้องยอมถ่างตารอจนดึกดื่น (ตีหนึ่ง) เพื่อรอชมเกมนี้กันแบบสด ๆ เมื่อทั้งสองทีมเปิดฉากบรรเลงเพลงแข้งได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจท่ามกลางความร้อนระอุของอากาศยามเที่ยง จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเกมคลาสสิคที่สุดของการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเลยทีเดียว และถึงกับมีคนเสียดายที่ทั้งสองทีมนี้ดันต้องมาเจอกันเร็วเกินไป ความจริงคู่นี้น่าจะเป็นคู่ชิงชนะเลิศกันมากกว่า โดยบราซิลออกนำไปก่อนจากกาเรก้า

 

แต่ช่วงท้ายครึ่งแรกก็เป็นพลาตินี่ที่มายิงประตูตีเสมอให้กับฝรั่งเศส จุดพลิกผันของเกมเกิดขึ้นในช่วงกลางครึ่งหลัง เมื่อบราซิลได้ลูกโทษที่จุดโทษ แต่ซิโก้ ดาวเตะคนดังที่เพิ่งถูกเปลี่ยนตัวลงมาในสนามไม่กี่อึดใจกลับยิงพลาดถูกโจเอล บาทส์ ผู้รักษาประตูทีมชาติฝรั่งเศสเซฟได้ ซึ่งก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในภายหลังว่าบราซิลตัดสินใจพลาดหรือไม่ที่ให้ซิโก้ยิงลูกโทษลูกนี้ แม้ว่าเขาจะเป็นเพชฌฆาตเบอร์หนึ่งของทีมก็ตาม แต่การที่เพิ่งลงไปในสนามไม่กี่นาทีก็อาจจะทำให้เจ้าตัวยังจับจังหวะเกมไม่ได้ก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจผิดหรือถูก ในที่สุดทั้งสองทีมก็ทำอะไรกันอีกไม่ได้จนกระทั่งครบ 120 นาที ทำให้ต้องมีการดวลลูกโทษเพื่อหาทีมเข้ารอบต่อไป

 

และในช่วงยิงลูกโทษก็ยังอุตส่าห์มีประเด็นให้พูดถึงกันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพลาดของโซคราเตส หรือลูกที่สามของฝรั่งเศสที่เบลโลนยิงไปชนเสา แต่บอลกลับเด้งมาโดนตัวคาร์ลอสผู้รักษาประตูบราซิลเด้งเข้าประตูไป ซึ่งทางบราซิลประท้วงว่าไม่น่าจะได้ แต่กรรมการก็ยืนยันคำตัดสินเดิมว่าเป็นประตู ทำให้ฝรั่งเศสนำไป 3-2 รวมถึงลูกที่สี่ของฝรั่งเศส เมื่อมิเชล พลาตินี่ กัปตันทีมชาติฝรั่งเศสที่โชว์ฟอร์มเด่นมาตลอดทัวร์นาเมนต์และได้ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาตลูกโทษที่ชัวร์ที่สุดคนหนึ่งในโลกกลับยิงข้ามคานออกไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้บราซิลกลับมามีความหวังอีกครั้ง

 

แต่คนสุดท้ายของบราซิลคือฮูลิโอเซซาร์กลับยิงไปชนเสา และเป็นลุยส์ แฟร์นองเดซ์ ดาวเตะร่างเล็กที่ก้าวเข้ามาเป็นผู้สำเร็จโทษลูกโทษสุดท้ายเข้าไปช่วยให้ฝรั่งเศสเฉือนเอาชนะไป 4-3 ทำให้ฝันของบราซิลที่จะเป็นแชมป์โลกที่เม็กซิโกอีกครั้งต้องสลายไปในที่สุดแค่รอบนี้

                 แต่หากคู่ระหว่างบราซิลกับฝรั่งเศสคือเกมสุดคลาสสิคแล้ว เกมรอบแปดทีมคู่ที่สองของวันเดียวกันระหว่างเม็กซิโกกับเยอรมันตะวันตกก็คงต้องเรียกว่าเป็นแอนตี้ไคลแมกซ์อย่างแท้จริง ทั้งสองทีมเล่นกันได้น่าเบื่อชวนง่วงนอนอย่างยิ่งโดยเฉพาะสำหรับแฟนบอลชาวไทยที่ลุ้นมาตั้งแต่คู่แรกจนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงกันหมดแล้ว

 

ก่อนจะจบแบบสุดจืดชืด 0-0 ต้องมาดวลจุดโทษหาผู้ชนะกันอีกคู่ และก็เป็นโทนี่ ชูมัคเกอร์ ผู้รักษาประตูของเยอรมันตะวันตกที่เป็นฮีโร่ของทีมช่วยเซฟลูกโทษได้ถึง 3 ลูก ก่อนที่จะเป็นเจ้าพ่อลูกโทษอย่างเยอรมันตะวันตกที่สามารถเขี่ยเจ้าภาพตกรอบไปแบบขาดลอย 4-1

รอบแปดทีมสุดท้ายคู่แรกของวันต่อมาถือเป็นไฮไลท์อีกคู่ของรอบนี้ เป็นการพบกันระหว่างคู่รักคู่แค้นข้ามทวีป อาร์เจนติน่ากับอังกฤษ ทั้งสองทีมเคยมีกรณีบาดหมางกันมาตั้งแต่เมื่อฟุตบอลโลก 1966 ที่ทีมฟ้าขาวเล่นเกมหนักใส่อังกฤษเสียจนอัลฟ์ แรมซีย์ กุนซือทีมชาติอังกฤษในเวลานั้นถึงกับทนไม่ไหวออกปากวิจารณ์การเล่นของทีมอาร์เจนติน่าชุดนั้นหลังจบเกมว่าเป็น “สัตว์ป่า” เลยทีเดียว

และล่าสุดทั้งสองชาติก็เพิ่งจะทำสงครามแย่งชิงหมู่เกาะฟอล์คแลนด์กันมาเมื่อสี่ปีก่อน จึงไม่ต้องสงสัยว่าบรรยากาศความเกลียดชังระหว่างกันและกันจะคุกรุ่นตั้งแต่ก่อนเกมจะเริ่มต้นด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้เองฟีฟ่าที่ไม่กล้าเลือกกรรมการจากยุโรปหรืออเมริกาใต้ด้วยกลัวจะมองว่าเข้าข้างฝั่งหนึ่งฝั่งใด จึงได้ตัดสินใจผิดพลาดครั้งสำคัญด้วยการเลือกกรรมการจากตูนิเซียในแอฟริกาซึ่งเป็นทวีปเป็นกลาง นาม อาลี บิน นาสเซอร์ ผู้ด้อยประสบการณ์ในการตัดสินเกมใหญ่ ๆ มาเป็นกรรมการในเกมสำคัญอย่างนี้

เกมในครึ่งแรกยังคงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นนัก จนกระทั่งเมื่อครึ่งหลังผ่านไปได้เพียง 6 นาที เหตุการณ์สำคัญของเกมนี้และของวงการฟุตบอลโลกก็เกิดขึ้น เมื่อฮอร์เก้ บัลดาโน่ ได้จังหวะงัดบอลโด่งไปที่หน้าประตูของอังกฤษ โดยมีดีเอโก้ มาราโดน่า หลุดกับดักล้ำหน้าทะลุเข้าไปดวลตัวต่อตัวกับปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อลูกนั้นลอยข้ามหัวชิลตันย้อยเข้าประตูไป ซึ่งทั้งนักเตะอังกฤษและคนดูทั้งสนามต่างกันอย่างชัดตาเห็นว่าเป็น  มาราโดน่าใช้มือซ้ายชกบอลเข้าไปชัด ๆ แต่มีเพียงสองคนเท่านั้นในสนามที่มองไม่เห็น

 

ทว่าโชคร้ายเป็นของอังกฤษ เพราะสองคนที่ว่านั่นดันเป็นกรรมการนาสเซอร์ กับไลน์แมนฝั่งนั้นนั่นเอง นาสเซอร์เป่าให้อาร์เจนติน่าได้ประตูนี้ไปท่ามกลางการรุมประท้วงอย่างหนักของผู้เล่นอังกฤษแต่ก็ไม่เป็นผลกรรมการยังคงยืนยันคำตัดสินเดิม ซึ่งหลังจบเกมเมื่อมีนักข่าวถามมาราโดน่าถึงประตูนั้นว่า เขาใช้มือชกบอลเข้าไปจริงหรือไม่ เสือเตี้ยก็ตอบกลับไปด้วยวลีที่จะกลายเป็นอมตะของโลกลูกหนังว่า มันคือ “หัตถ์ของพระเจ้า” (Hand of God) ต่างหาก และวลีนี้ก็ได้กลายเป็นคำพูดติดปากคนในวงการฟุตบอลทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

 

อังกฤษหลังจากเสียประตูแรกไปอย่างโชคร้ายแล้วก็ทำให้ขวัญเสีย และยังไม่ทันที่พวกเขาจะตั้งตัวติดก็ต้องสังเวยอีกประตูอย่างรวดเร็วจากมาราโดน่าคนเดิม แต่คราวนี้เป็นประตูสุดสวยของทัวร์นาเมนต์เมื่อมาราโดน่าโชว์ลีลาโซโล่เดี่ยวหลบนักเตะอังกฤษ 6 อย่างเหนือชั้นก่อนจะส่งบอลผ่านชิลตันเข้าไปให้อาร์เจนติน่านำห่างถึง 2-0    เมื่อเสียไปถึงสองประตู อังกฤษก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปิดเกมบุกใส่อย่างเต็มตัว และในที่สุดความพยายามก็ประสบผลสำเร็จในช่วงสิบนาทีสุดท้าย เมื่อจอห์น บาร์นส์ ปีกตัวจี๊ดที่ลงไปในช่วงท้ายเกมกระชากไปทางริมเส้นก่อนจะเปิดให้แกรี่ ลินิเกอร์ โหม่งเข้าประตูไป

 

ซึ่งแม้ว่าจะไม่เพียงพอที่จะทำให้อังกฤษรอดพ้นจากการตกรอบก็ตาม แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ลินิเกอร์ที่ยิงไป 6 ลูกคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์มาครองเป็นการปลอบใจ นับเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกและคนเดียวที่ได้รับตำแหน่งนี้ และยังเป็นดาวซัลโวฟุตบอลโลกที่ได้ครองตำแหน่งนี้คนเดียว โดยที่ไม่ได้มาจากทีมที่เข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายอีกต่างหาก รอบแปดทีมคู่สุดท้ายเป็นการพบกันระหว่างเบลเยี่ยมกับสเปน สองทีมที่ผ่านเข้ารอบก่อนหน้านี้มาได้อย่างน่าประหลาดใจด้วยกันทั้งคู่

 

แต่หากเทียบฟอร์มแล้วแฟนบอลต่างก็ยกให้สเปนที่โชว์ฟอร์มดุในรอบที่ผ่านมาเป็นต่อเบลเยี่ยมอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามกลับเป็นเบลเยี่ยมที่ทำได้ดีกว่าด้วยการออกนำไปก่อนจากคูเลมองส์ในช่วงปลายครึ่งแรก และหลังจากนั้นแม้ว่าสเปนจะพยายามโหมบุกอย่างหนัก แต่ก็ถูกเกมรับอันเหนียวแน่นของเบลเยี่ยมยันเอาไว้ได้ตลอดจนสเปนเกือบจนปัญญาอยู่แล้ว แต่ก็มาตีเสมอได้สำเร็จช่วงท้ายเกมจากการลูกยิงไกลจากลูกเปิดเตะมุมของซินญอ ทำให้จบเกมเสมอกันไป 1-1 และในช่วงต่อเวลาก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ต้องดวลลูกโทษตัดสินเป็นคู่ที่สามของรอบนี้ และเป็นเบลเยี่ยมที่ทำได้ดีกว่าเอาชนะไปได้อย่างดุเดือด 5-4 พลิกล็อคผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีม

 

ฟุตบอลโลก 1986

 

ฟุตบอลโลก 1986  รอบรองชนะเลิศ

 

รอบรองชนะเลิศคู่แรกเป็นการพบกันระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมันตะวันตก ซึ่งเมื่อ 4 ปีก่อนทั้งคู่ก็เคยพบกันมาแล้วในรอบเดียวกันนี้ และเป็นเยอรมันตะวันตกที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จจากการยิงลูกโทษตัดสิน มาวันนี้ฝรั่งเศสซึ่งโชว์ฟอร์มเหนือกว่ามาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์และเพิ่งได้กำลังใจมาจากการล้มทีมเต็งอย่างบราซิลมาได้ในรอบก่อนหน้านี้ จึงยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจว่าจะต้องแก้มือได้สำเร็จแน่ แต่การณ์กลับไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคาดไว้เมื่อเยอรมันตะวันตกเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 9 จากลูกฟรีคิกของเบรห์เม่

และหลังจากนั้นแม้ว่าฝรั่งเศสจะบุกกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่สามารถทวงประตูคืนมาได้เสียที และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ประตูสู่รอบชิงชนะเลิศของทีมตราไก่ก็ปิดสนิทเมื่อรูดี้ โฟลเลอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมันตะวันตกได้จังหวะหลุดเดี่ยวไปกระดกบอลข้ามหัวโจเอล บาทส์ ก่อนจะตามไปแปโล่ง ๆ เข้าไปเป็นประตูย้ำชัยให้เยอรมันตะวันตกย้ำแค้นฝรั่งเศส 2-0 ผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่สองติดต่อกันอย่างพลิกความคาดหมาย

 

ฟุตบอลโลก 1986 รอบรองชนะเลิศ คู่ที่ 2

ส่วนคู่ที่สองเป็นการพบกันระหว่างอาร์เจนติน่ากับเบลเยี่ยมทีมจอมพลิกล็อคแห่งทัวร์นาเมนต์จนมาถึงรอบนี้ได้สำเร็จ แต่คราวนี้ซินเดอเรลล่าก็ต้องพบกับความจริงในยามเที่ยงคืนเสียที แม้ว่าจะยันความร้อนแรงของทีมฟ้าขาวไว้ได้ตลอดครึ่งแรก แต่ในครึ่งหลังก็เป็นมาราโดน่าที่โชว์ฟอร์มสุดยอดอีกครั้งกระหน่ำคนเดียว 2 ลูกรวด พาอาร์เจนติน่าผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

 

 ฟุตบอลโลก 1986  รอบชิงชนะเลิศ

รอบชิงชนะเลิศแข่งขันในวันที่ 29 มิถุนายน 1982 ที่สนามแอซเตก้าในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ และนับเป็นครั้งแรกที่เยอรมันตะวันตกต้องพบกับคู่ชิงชนะเลิศจากอเมริกาใต้อย่างอาร์เจนติน่า (ก่อนหน้านี้ 4 ครั้งที่เยอรมันตะวันตกเข้าชิง เป็นการเจอกับทีมในยุโรปด้วยกันทั้งหมด) แน่นอนว่าก่อนเริ่มเกมทีมฟ้าขาวได้รับจับตามองว่าเป็นต่อเยอะ เพราะฟอร์มการเล่นที่ผ่านมาร้อนแรงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาราโดน่าที่กำลังพีคสุดขีด ผิดกับทางฝ่ายเยอรมันตะวันตกที่ผ่านแต่ละรอบมาได้อย่างกระท่อนกระแท่นเต็มที และเกมก็ทำท่าว่าจะเป็นอาร์เจนติน่าที่ชนะอย่างง่ายดาย

 

เมื่อเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนในครึ่งแรก 1-0 จากลูกโหม่งของโฮเซ่ หลุยส์ บราวน์ ก่อนที่ฮอร์เก้ บัลดาโน่มาบวกประตูที่สองให้อาร์เจนติน่านำห่าง 2-0 ในช่วงต้นครึ่งหลัง

แต่จากนั้นกลายเป็นเยอรมันตะวันตกที่ป้อแป้มาตลอดตั้งแต่ต้นเกมกลับมามีลูกฮึดสู้ และเป็นคาร์ล ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ ดาวยิงตัวเก๋าที่ทำประตูตีไข่แตกได้สำเร็จในนาทีที่ 74 ปลุกความหวังของเยอรมันตะวันตกขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่ 6 นาทีต่อมา รูดี้ โฟลเลอร์ ก็พังประตูที่สองทำให้เกมกลับเสมอกัน 2-2 ได้อย่างเหลือเชื่อ และถึงเวลานั้นก็ดูเหมือนว่าโมเมนตัมของเกมก็ทำท่าว่ากำลังจะพลิกกลับมาทางเยอรมันตะวันตกอยู่แล้ว

 

ฟุตบอลโลก 1986

 

แต่อีกแค่ไม่กี่นาทีถัดมากองเชียร์เยอรมันตะวันตกก็ต้องเงียบกริบ เมื่อมาราโดน่าแผลงฤทธิ์อีกครั้งด้วยการจ่ายลูกคิลเลอร์พาสสุดสวยให้กับฮอร์เก้ เบอรูชาก้า หลุดเข้าไปยิงผ่านมือชูมัคเกอร์เข้าไปเป็นประตูให้อาร์เจนติน่าขึ้นนำอีกครั้ง 3-2 ก่อนจะรักษาสกอร์นี้ไว้ได้จนจบเกม ทำให้อาร์เจนติน่าคว้าตำแหน่งแชมป์โลกสมัยที่สองมาครองได้สำเร็จ

และแน่นอนที่สุดว่านักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจากดีเอโก้ มาราโดน่า กัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่าที่เป็นผู้นำลูกทีมเดินขึ้นรับถ้วยฟีฟ่า เวิลด์คัพ ก่อนที่จะใช้ “หัตถ์ของพระเจ้า” (ที่ชื่อมาราโดน่า) ชูถ้วยขึ้นเหนือศีรษะเป็นการประกาศให้โลกได้รู้ว่า ฟุตบอลโลก 1986 ครั้งนี้คือฟุตบอลโลกของมาราโดน่าอย่างแท้จริง

มานด์ซูคิชต่อสัญญาม้าลายแล้ว หลังผลงานแจ่ม

มาริโอ มานด์ซูคิช  ยอดศูนย์หน้าชาวโครเอเชีย ชุดรองแชมป์โลกครั้งล่าสุด ได้ทำการต่อสัญญาค้าแข้งกับ ม้าลาย ยูเวนสุตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะอยู่ในถิ่นตูรินไปจนถึงปี 2021

ดาวยิงมากประสบการณ์  ย้ายจาก ทีมตราหมีแอตเลติโก มาดริด มาอยู่กับ ยูเวนตุส เมื่อปี 2015 โดยลงเล่นให้ ไปแล้วทั้งสิ้น 159 นัด ทำได้ 43 ประตู และทำ 19 แอสซิสต์ ขณะที่ในฤดูกาลนี้ยิงไปแล้ว 9 ลูกในทุกรายการ โดยเจ้าตัวยังสามารถคว้าแชมป์  เซเรีย อา มาแล้วถึง 3  ครั้งด้วยกัน และน่าจะทำได้อีกครั้งในปีนี้   เนื่องจากมีคะแนนนำห่างนาโปลี ทีมรองจ่าฝูง ถึง 18 แต้มเลยทีเดียว